toggle
plus minus gleich

2PMAlways


Warning: Parameter 1 to modMainMenuHelper::buildXML() expected to be a reference, value given in /home/npmalw5/public_html/index/libraries/joomla/cache/handler/callback.php on line 99

Login Form ::



Who's Online ::

We have 465 guests and 161 members online

[แปล] บทสัมภาษณ์ Cosmopolitan, ฉบับกรกฎาคม 2011

 English

Transcript 힘든누나 @Woogle | Kor-Eng Egle @2pmalways | Eng -Thai: puengzii @2pmalways |Scans blog.naver.com/satosatos

 

Junho

Q. คุณเป็นคนค่อนข้างซีเรียสใช่มั้ย? จากมุมมองของฉัน บุคลิกของคุณควรจะสนุกสนานเพราะคุณอยู่ในวงการบันเทิง

A. ที่จริงก็ใช่แหละครับ ไม่ใช่ว่าผมขี้อายนะ แต่ผมแสดงท่าทางเว่อร์ๆไม่เก่ง ดังนั้น ผมจึงไม่สามารถพูดตลกๆได้ตลอดเวลา ดังนั้นในรายการทอล์คโชว์ต่างๆที่ผมต้องพูดอะไรให้น่าสนใจ ผมจึงไม่สามารถทำให้บรรยากาศสนุกสนานได้เท่าที่ควร

Q. มาเปิดใจกันดีกว่า ในฐานะผู้ชายวัย 20 ต้นๆ คุณต้องมีความรู้สึกอยากเที่ยวเล่นและอยากมีชีวิตรักแน่นอน รู้สึกลำบากใจบ้างไหมที่ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างอิสระ?

A. แน่นอนว่าเลือดผมกำลังคุกรุ่นเลยล่ะครับ เพราะผมก็อยู่ในวัย 20 แต่ผมคิดว่าในสถานการณ์เช่นนี้ ผมควรจะทำในสิ่งที่ผมควรจะทำ ยิ่งกว่าการมีชีวิตรัก แล้วผมก็ไม่ใช่คนที่กระหายความรักขนาดนั้นครับ

Q. สิ่งที่คุณควรจะทำ ที่คุณกล่าวถึงนั้น ใช่หน้าที่การงานของคุณตอนนี้หรือเปล่า?

A. ถูกต้องครับ การเต้นและการร้องเพลงที่เคยเป็นงานอดิเรกได้กลายมาเป็นอาชีพของผม ดังนั้น ผมจึงอยากทุ่มเทกับมันให้เต็มที่ และทำให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

Q. คุณได้รับชัยชนะจากรายการ “Superstar Survival” ซึ่งที่จริงฉันหวังว่ามันจะไม่ได้ทำลายชีวิตคุณเพราะคุณเลือกเดินทางนี้ตั้งแต่ยังเด็ก ทั้งที่คุณสามารถเลือกทำสิ่งอื่นได้ แต่คุณก็ตัดสินใจที่จะเดินทางนี้

A. มันก็ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ บางครั้งผมยังคิดว่าผมน่าจะเลือกเดินทางนี้ให้เร็วกว่านี้เสียด้วยซ้ำ เหมือนอย่าง Michael Jackson หรือ Justin Timberlake ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ผมคงจะเก่งกว่านี้มากแล้วสินะ?

Q. มันคงจะเสียมารยาทถ้าฉันจะพูดเช่นนี้ แต่ในเวลา 2 ปีที่ผ่านมา คุณยังคงดูเป็นคนที่ขี้อายที่สุดในบรรดาเหล่าสมาชิกนะ

A. มันก็คงจะเป็นเช่นนั้นแหละครับ พูดจากใจจริงนะครับ ผมคิดว่าผมยังหวั่นๆอยู่จนถึงตอนนี้ ดูเหมือนว่าการชนะการแข่งขัน “Superstar Survival” ไม่ได้ทำให้ผมมั่นใจขึ้นเท่าไหร่ แม้ว่าผมจะเก่งน้อยกว่าเพื่อนๆคนอื่น แต่ผมก็ยังได้อยู่ในบริษัท โดยปกติแล้วหากทักษะของคุณไม่ถึงเกณฑ์ คุณก็จะถูกไล่ออก แต่ผมก็พยายามรอดพ้นจากจุดนั้นมา ถึงกระนั้น ผมก็ไม่ได้ดูเหมือนคนที่ฝึกมาเป็นเวลานาน ดังนั้น มีครั้งหนึ่งที่ผมเริ่มคิดว่า ผมเหมาะที่จะยืนจุดนี้แน่เหรอ? ผมสูญเสียศรัทธาในตัวเอง และคิดว่าทางบริษัททิ้งผมไม่ลงเพราะผมชนะรายการนั้น ผมคิดว่าผมไม่เหมาะที่จะอยู่ในจุดนั้นหรือท่ามกลางผู้คน ซึ่งในตอนนั้นผมอายุแค่ 16 ผมรู้สึกหวาดกลัวและความรู้สึกไร้ค่าก็ก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ ผมยังคงรู้สึกเช่นนั้นแม้หลังจากเดบิวท์ ดังนั้น มันจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผมดูไม่มั่นใจ ผมคิดว่านั่นคือสาเหตุครับ

Q. แล้วตอนนี้โอเคหรือยัง?

A. ดีขึ้นมากแล้วครับ ครั้งหนึ่งที่ผมคุยกับพี่แทคยอน ผมก็คิดได้ว่าไม่มีเหตุผลอะไรที่ผมจะต้องรู้สึกหวั่นใจ เพราะถ้าผมมีความสุขกับทุกสิ่งที่ทำ ผมก็จะทำทุกอย่างได้ดีขึ้นเอง พี่เค้าบอกว่าถ้าผมคิดแบบนั้น ผมก็จะได้ความมั่นใจกลับมาเอง ผมจึงพยายามคิดแบบนั้น และผมก็ค่อยๆรู้สึกมีความสุขกับทุกอย่างที่ทำมากขึ้นทีละนิด ผมสามารถทำสิ่งต่างๆได้ดีขึ้น และความมั่นใจของผมก็เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ตอนนี้มันก็ดีขึ้นมากแล้วครับ

Q. ความฝันแรกเริ่มของคุณล่ะ?

A. เมื่อก่อนผมอยากเป็นนักฟุตบอล และก็นักเบสบอล และผมก็ยังอยากจะเป็นนักโปรแกรมเมอร์อีกด้วย คิดไปคิดมา ผมอยากเป็นนักว่ายน้ำอาชีพด้วยนะ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ผมอยากทำมากที่สุดก็คือเต้นและร้องเพลงนั่นแหละครับ

Q. งั้นความฝันของคุณก็กลายเป็นจริงสินะ?

A. ความฝันอาจจะกลายเป็นจริงก็จริง แต่มันยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดครับ ผมรู้สึกเหมือนกับว่ามันเพิ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น ผมต้องทำให้ดียิ่งกว่านี้ถ้าผมอยากให้ความฝันของผมมันเพอร์เฟคท์

Q. ถ้างั้น อะไรคือความฝันอันสูงสุดล่ะ?

A. ผมก็ไม่ทราบครับ ผมคิดว่าแค่ผมเป็นคนที่ทำได้ดีก็เพียงพอแล้ว ทั้งในฐานะนักดนตรีและนักแสดง ผมอยากเป็นคนที่ทำได้ทุกอย่างและเก่งในหลายๆด้าน ดังนั้นผมจึงอยากใช้ชีวิตอย่างดีที่สุดที่จะพัฒนาทักษะในด้านนี้ ผมคิดว่าต่อไปผมจะเข้าร่วมกองทุนบริจาคและมูลนิธิต่างๆด้วยครับ

 

Wooyoung


Q. เห็นว่าก่อนมีกิจกรรมที่ญี่ปุ่น คุณได้รับบาดเจ็บที่นิ้ว แล้วตอนนี้หายหรือยัง?

A. กระดูกอ่อนผมอักเสบระหว่างการฝึกซ้อมครับ ตอนนี้มันก็ยังไม่หายดี นิ้วนั้นจึงไม่ค่อยมีแรงเท่าไหร่ครับ

Q. ขอให้หายไวๆนะ ดูเหมือนว่าสมาชิกทุกคนจะไม่ค่อยแข็งแรงกันเท่าไหร่

A. เพราะทุกคนยุ่งมาก มีกิจกรรมที่ญี่ปุ่น และก็การเตรียมตัวสำหรับอัลบั้มที่ 2 แล้วยังตารางงานส่วนตัวอีก ดังนั้นมันจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนจะเหนื่อยครับ

Q. คุณคิดว่าอัลบั้มนี้จะประสบความสำเร็จไหม?

A. ในความคิดผม มันจะต้องฮิตแน่ ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นก่อนนะ

Q. อุบัติเหตุ? ฮ่าๆ ใช่สิ คุณเคยเจออุบัติเหตุใหญ่ครั้งหนึ่งนี่

A. ครั้งเดียวเหรอครับ? หลายครั้งอยู่นะ และก็มีข่าวลือมากมาย

Q. รำคาญบ้างไหม เวลาที่ข่าวโคมลอยนั้นแพร่กระจายไปปากต่อปากอย่างรวดเร็ว?

A. การแก้ข่าวไม่ใช่เรื่องง่าย และแม้ว่าเราจะสามารถแก้ข่าวได้ ก็คงไม่ทำให้อะไรดีขึ้นมา ดังนั้นจึงต้องปล่อยมันไป แม้ว่าผมจะได้รับคอมเมนท์แย่ๆมาก่อน ซึ่งตอนนั้นผมเสียใจมาก แต่หลังจากนั้นผมก็ไม่เคยอ่านคอมเมนท์อีกเลย ผมทนไม่ได้ที่จะต้องเห็นคำพูดที่คนอื่นๆพูดออกมาโดยไม่ยั้งคิด ผมพยายามที่จะไม่อ่านอะไร เพราะผมรู้ว่ามันมีแต่จะทำร้ายผม

Q. นี่เพิ่งจะเป็นปีที่ 4 สำหรับชีวิตในวงการบันเทิงของคุณ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา คุณได้พบเจอทั้งช่วงเวลาที่ดีและแย่ แล้วอะไรคือสิ่งที่ยากที่สุดในการเป็นไอดอล?

A. ถ้าผมบอกว่าไม่มีอุปสรรค ผมก็คงจะโกหก ใช่มั้ยล่ะครับ? ผมคิดว่าความกดดันที่จะต้องมีรูปร่างหน้าตาที่ดี พัฒนาฝีมือ และทำงานอย่างรวดเร็วนั้นมีมากทีเดียว มันให้ความรู้สึกว่าทุกอย่างมีแต่จะยากขึ้นเรื่อยๆ และผู้คนต่างก็ต้องการมากขึ้นๆ ไม่ใช่เพียงแค่ปีสองปีที่ผ่านมา แต่ตอนนี้มีศิลปินรุ่นน้องออกมามากมายแล้ว และสายตาหลายคู่ก็กำลังจับจ้องมายังพวกเรา ถ้าพวกเราต้องการให้พวกเขาคิดว่า “2PM นั้นแตกต่างอย่างที่คิดเลยแฮะ เราก็จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ต่อไป แต่มันก็เป็นเรื่องยากในสถานการณ์เช่นนี้ พวกเราทั้งยุ่งกับตารางงาน และมีเรื่องส่วนตัวที่ต้องทำมากมายเช่นเดียวกัน

Q. 2 ปีผ่านมาแล้ว และระหว่างช่วง “Wild Bunny” คุณเปลี่ยนตัวเอง และพัฒนาเป็นเจ้าพ่อรายการวาไรตี้และนักแสดง จากมุมมองของผู้ชม นับตั้งแต่นั้นมาคุณก็เป็นคนที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ว่าแต่คุณเห็นโอกาสนั้นได้อย่างไร?

A. จริงๆแล้วไม่ใช่อย่างนั้นเลยครับ ยิ่งไปกว่านั้น ในตอนนั้นความมั่นใจของผมนั้นต่ำจนติดพื้น แล้วมันก็ถูกทำลายจนหมดเวลาที่ผมเต้นและพูดจาบ้าๆบอๆ มันทำให้ผมรู้สึกแย่ เฮ้อ ช่างเถอะ อะไรประมาณนั้น เมื่อตอนที่ผมก้าวเข้า JYP มา ผมได้รู้จักกับหลายๆคน คนที่ดูดีกว่าผมหลายเท่า สูงกว่า และก็เต้นเก่งกว่า แล้วความมั่นใจในตัวเองของผมก็มลายไป ที่แย่กว่านั้น คือ ผมเพิ่งตระหนักได้ว่าความมั่นใจของผมมันหายไปก็ในปีที่ 3 นับจากเดบิวท์มา ผมคิดว่าจุดที่ความมั่นใจของผมต่ำที่สุดคือช่วงเวลา “Wild Bunny” ย้อนกลับไปตอนนั้นผู้คนเคยพูดว่า เธอเป็นเด็กที่เต้นเก่งดีนะ ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง มันหมายความว่าตอนนี้ผมเต้นไม่เก่งสินะ ผมพยายามอย่างหนักที่จะได้เข้ามาอยู่ใน JYPE โดยคาดหวังว่าจะได้เป็นหนึ่งในบรรดานักร้องนักเต้นที่ดีที่สุด แต่นับแต่นั้นมาผมก็ไม่ได้ยินใครพูดอีกเลยว่าผมเต้นเก่ง ไม่น่าแปลกใจเลยที่ความมั่นใจของผมมันหดหายไป ผมร้องไห้เพราะเรื่องนี้มาหลายครั้งแล้วครับ

Q. จริงเหรอ? มันดูไม่เป็นอย่างนั้นเลยนะ

A. เพราะผมแสดงออกราวกับว่าผมมั่นใจในตัวเองมาก และผมมักจะยิ้มอยู่เสมอ เลยดูไม่ออกสินะครับ ผมยังคงพยายามจะนำความมั่นใจของผมกลับมา ผมจะยิ่งต้องการมันถ้าเราจะต้องปีนภูเขาที่สูงยิ่งกว่านี้

 

 

Taecyeon

Q. เพลงเดบิวท์ที่ญี่ปุ่นได้รับการตอบรับอย่างดี ที่จริงแล้วคุณคาดหวังผลตอบรับไว้อย่างไร?

A. มันดีกว่าที่เราคาดไว้ซะอีกครับ ที่จริงแล้วไม่ว่ากระแส Kpop จะแรงแค่ไหน พวกเราก็ไม่รู้อยู่ดีว่าเราจะทำได้ดีเพียงใด เราไม่รู้อะไรเลย เพราะเราเปิดตัวออกมาด้วยภาพลักษณ์สดใส กับเพลงที่แตกต่างออกไปจากเพลงที่เราตั้งใจจะใช้เดบิวท์ในตอนแรก เราไม่รู้ว่าควรจะคาดหวังอะไร เพราะเพลงเกาหลีของเราส่วนใหญ่มีจังหวะหนักแน่นและเนื้อเพลงเศร้า แต่เพลงเดบิวท์ญี่ปุ่น “Take Off” นั้นมาพร้อมภาพลักษณ์ที่สดใสมาก และให้ความรู้สึกแบบ วะฮะฮะฮ่า

Q. เห็นเขาว่ากันว่า ที่ญี่ปุ่น คุณป๊อปปูลาร์ที่สุดในวงเลย

A. ผมเหรอ? ใครพูดอย่างนั้นกัน? ไม่จริงเลย ชานซองกับคุณต่างหากที่ป๊อปปูลาร์มากๆ ผมรู้ตัวดีว่าสู้พวกเขาไม่ได้หรอก จริงๆนะ!

Q. คุณพูดไปตามมารยาทหรือเปล่า? แต่ถ้าพูดถึงขนาดนี้ เชื่อก็ได้ ฮ่าๆ นับจากเดบิวท์มา ตอนนี้ก็ 1000 วันแล้วสินะ?

A. ที่จริงตอนนี้มันเกิน 1000 วันมานิดหน่อยแล้วครับ

Q. คุณรู้ตัวมั้ยว่าบุคลิกกวนๆแบบนี้มันทำให้คนอื่นเหนื่อยนะ?

A. ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า

Q. คุณเปลี่ยนไปบ้างไหม ใน 1000 วันที่ผ่านมานี้? เอ่อ ฉันหมายถึง 1000 วันนิดๆน่ะ

A. ผมว่าผมเรียนรู้อะไรเร็วขึ้นนะ อ้อ มันเป็นแบบนี้น่ะเอง!” ด้วยเหตุนี้ ผมจึงได้รู้ว่าบริษัททำงานอย่างไร และผมคิดว่าผมเข้าใจแล้วว่ารายการต่างๆทำงานอย่างไร ดังนั้นผมจึงค้นพบทางลัดที่ช่วยให้ผมทำสิ่งต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งแต่ก่อนผมมักจะหาทางแก้ไม่ออก ถ้าพูดถึงการเปลี่ยนแปลง ผมคิดว่าความอดทนผมมากขึ้นล่ะมั้ง?

Q. เรื่องอะไรบ้างที่คุณต้องอดทนกับมัน?

A. การตัดสินอะไรแบบไร้เหตุผลครับ ก่อนหน้าที่ละคร “Cinderella’s sister” จะออกอากาศนั้น มีประเด็นเกี่ยวกับความสามารถในการแสดงของผม ซึ่งที่จริงผมปรากฏตัวในละครเป็นครั้งแรกในตอนที่ 5 แต่ก่อนหน้าที่ตอนที่ 5 จะออกฉายนั้น ที่จริงมันแย่กว่านั้นอีก คือ แม้แต่ก่อนหน้าที่จะเริ่มถ่ายทำนั้นมันก็มีการคุยกันไปทั่วเวบบอร์ดของผู้ชม ซึ่งผมยังไม่ทันได้ปรากฏตัวในละครเลย แต่คอมเมนท์เช่น อ๊คแทคยอนแสดงไม่ได้หรอก นั้นเต็มไปหมดแล้ว พวกเขากำลังคุยเรื่องพวกนี้กันอยู่ครับ เมื่อเปรียบเทียบกับตัวผมก่อนหน้านี้ ความอดทนของผมมันได้เติบโตขึ้นอย่างมาก และผมก็ไม่หวั่นไหวกับเรื่องแบบนี้อีกนับตั้งแต่นั้นมาครับ

Q. ที่จริงแล้ว ตอนนั้นการแสดงของคุณยังไม่ค่อยลงตัวเท่าไหร่นักนะ ฮ่าฮ่า แต่กับละครที่เพิ่งจบไปไม่นานนี้ “Dream High” ความสามารถในการแสดงของคุณดูจะพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วนะ

A. ไม่หรอกครับ หนทางยังอีกยาวไกล ฮ่าฮ่าฮ่า จริงๆนะครับ ผมยังต้องเดินต่อไปอีกไกลครับ

Q. คุณวางแผนการแสดงต่อไปไหม?

A. ผมคิดว่าผมเอนเอียงไปทางการแสดงมากกว่าสมาชิกคนอื่นๆนะ ผมอยากจะทำทุกอย่างถ้าผมมีโอกาสได่แสดงอีก ผมหวังว่าสักวันหนึ่งผมจะสามารถใช้สายตาของผมสะกดผู้คนได้ เหมือนอย่างคุณอีบยองฮอน

Q. ไม่นานมานี้ คุณได้ประกาศว่าคุณยกเลิกการเป็นผู้อยู่อาศัยถาวรในสหรัฐอเมริกา และตัดสินใจเข้าร่วมการเกณฑ์ทหารเมื่อเวลานั้นมาถึง ดูท่าจะไม่ใช่การตัดสินใจที่ง่ายเลยนะ พ่อแม่ของคุณไม่คัดค้านเหรอ?

A. พ่อแม่ของผมคัดค้านสุดๆเลยครับ แต่ผมได้จัดการโน้มน้าวพวกเขาแล้วโดยบอกว่ามันจะเป็นการตัดสินใจที่ดีสำหรับ 2PM และตัวผมเองครับ

Q. ความฝันอันสูงสุดของคุณ?

A. มีครอบครัวที่อบอุ่นครับ

Q. สมาชิก 2PM ส่วนใหญ่ก็พูดถึงครอบครัวแสนสุข พวกคุณจะต้องเป็นพ่อที่ยอดเยี่ยมแน่

A. โอ้ จริงเหรอครับ? เป็นเรื่องปกติแหละครับ เพราะสมาชิกของเราทุกคนต่างก็เป็นผู้ชายที่แสนดีนี่ จริงไหม?

 

Junsu


 

Q. คุณได้รับเชิญให้ไปออกรายการ “Immortal Song 2” รู้สึกกดดันบ้างไหม?

A. รูปแบบรายการนั้นคล้ายๆกับรายการ “I am a singer” และคอนเซปต์หลักของรายการคือ เพื่อพิสูจน์ว่าเหล่าไอดอลนั้นสามารถร้องเพลงได้ ผมรู้สึกกดดันพอสมควรครับ เพราะผมจำเป็นต้องทำให้ได้ตามความคาดหวังนั้น เมื่อมีความกดดันเช่นนี้ ผมจึงคิดว่าผมต้องทำงานให้หนักกว่านี้อีก

Q. คุณคิดว่าจะแสดงความสามารถของตัวเองอย่างไรในรายการ?

A. ผมได้ดูการแสดงครั้งที่แล้ว และผมก็อยากจะทำการแสดงที่ไร้ที่ติ เพราะนั่นคือสิ่งที่ผมสามารถทำได้ดี

Q. คุณไม่ออกรายการวาไรตี้บ้างเหรอ? คุณตลกจริงๆนะในรายการวาไรตี้ที่ผ่านๆมา

A. ตอนนี้ผมอยากมุ่งเป้าไปที่รายการเพลงมากกว่ารายการวาไรตี้ครับ ฮ่าฮ่าฮ่า

Q. คุณได้เดบิวท์ตัวเองในฐานะนักร้อง-นักแต่งเพลง ด้วยเพลง “Don’t go” จากอัลบั้มเพลงประกอบละคร “Dream High” เพราะเหตุใดคุณจึงเลือกใช้ชื่อ JUN.K เป็นนามปากกาของคุณ?

A. มันเป็นชื่อที่เพื่อนผมตั้งให้ครับ เขาเป็นลูกครึ่งเกาหลี-ญี่ปุ่น และเขาก็เรียกผมแบบนั้นมาตั้งแต่เรายังเด็ก ผมเคยบอกกับเหล่าสมาชิกว่าผมชอบชื่อนี้ และถ้าวันหนึ่งผมได้เป็นนักแต่งเพลง ผมจะใช้ชื่อนี้แหละ ดังนั้น ชื่อนี้จึงถูกนำมาใช้ในที่สุด ถ้าคุณพูดถึง จุนซู คุณก็จะนึกถึง จุนซู วง 2PM” แต่ถ้าเป็นชื่อ JUN.K มันก็จะรู้สึกว่าผมกำลังสื่อถึงดนตรีของผมครับ

Q. รู้สึกอย่างไรที่ได้เดบิวท์ในฐานะนักร้อง-นักแต่งเพลง? มันต้องรู้สึกราวกับความฝันกลายเป็นจริงแน่เลย

A. รู้สึกดีเกินคาดครับ เพราะนักร้องคนอื่นเป็นคนร้องเพลงที่ผมแต่ง คุณคันมิยอนเป็นคนร้อง และหลังจากนั้นผมก็ได้ร้องคู่กับคุณอิมจองฮี มันเยี่ยมจริงๆที่คุณสามารถถ่ายทอดความรู้สึกของคุณไปยังผู้อื่นได้โดยการแต่งเพลง

Q. คุณเปลี่ยนไปบ้างไหมนับจากวันที่เดบิวท์? เพราะดูเหมือนคนเราจะเปลี่ยนไปได้ง่าย เมื่อก้าวผ่านชีวิตเด็กฝึกหัดและกลายมาเป็นเซเลบ

A. เป็นเวลา 7 ปีผ่านมาแล้วนับแต่วันที่ผมเข้ามาเป็นเด็กฝึกหัด มานึกดูแล้ว ผมเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนครับ ผมเป็นคนที่เคารพผู้อื่นแม้กับผู้ที่เพิ่งเคยเจอกันครั้งแรก และยิ่งรู้ตัวว่ามีชื่อเสียง มันก็ยิ่งทำให้ผมไม่อยากกลายเป็นคนหยิ่งทระนงครับ

 

 

Nichkhun

Q. เป็นเวลา 3 ปีแล้วที่คุณย้ายมาอยู่ต่างประเทศและเริ่มต้นทำกิจกรรมในฐานะสมาชิกวง 2PM อะไรคือการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดที่นิชคุณพบเจอในช่วงเวลานั้น?

A. ผมไม่สามารถนอนได้เยอะเท่าเมื่อก่อน และก็ยังเป็นเช่นนั้นจนถึงตอนนี้ครับ

 Q. งั้นคุณก็กำลังใช้ชีวิตวัย 20 โดยพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำแต่งาน แม้ว่าคุณจะได้เข้ามาอยู่ในโลกแห่งความมั่งคั่งและความเจิดจรัสน่ะเหรอ?

A. ผมทำอะไรไม่ได้ครับ เพราะผู้คนต่างให้ความสนใจและผมก็ได้รับความรักและการสนับสนุนเรื่อยมา สมาชิกมักจะไม่พอใจในบางเรื่องเสมอ ซึ่งมันคือสิ่งที่ทำให้เราเดินหน้าต่อไป พูดตามตรง ผมค่อนข้างหวั่นใจเมื่อคิดว่าผมจะกำลังทำอะไรอยู่กันนะถ้าไม่ได้มาเป็นสมาชิกวง 2PM ผมคงเป็นแค่ใครก็ไม่รู้ในโลกนี้ พอนึกเรื่องนี้แล้วปวดหัวเลยครับ

 Q. คุณมีวิธีบรรเทาความเครียดและความโกรธอย่างไร?

A. ไม่มีวิธีอะไรมากมายหรอกครับ ความจริงคือผมไม่มีเวลา ผมก็แค่ไปเทรนนิ่งหรือทานอะไรอร่อยๆ ผมคิดว่าวิธีที่ดีที่สุดที่จะสู้กับความเครียดได้ก็คือ การคิดแง่บวก มองโลกในแง่ดีครับ

 Q. แม้ว่าคุณจะเดบิวท์มาพร้อมกับเพื่อนๆ แต่ดูเหมือนว่าระดับความนิยมของคุณจะแตกต่างกันเล็กน้อย มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้างไหม?

A. ไม่มีเลยครับ เพราะในขณะที่ผมไปออกรายการวาไรตี้ แทคยอนกับอูยองก็ยุ่งกับการถ่ายละคร จุนโฮและจุนซูก็กำลังแต่งเพลง ส่วนชานซองก็เทรนนิ่งอยู่ในยิม ดังนั้นทุกๆคนจึงจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ตัวเองทำ พวกเราต่างก็เป็นคู่แข่งที่ดีของกันและกัน เราเป็นแรงผลักดันซึ่งกันและกันให้ก้าวหน้าต่อไปครับ

 Q. คุณชอบเต้นและร้องเพลงมากที่สุดใช่ไหม? หรือมีอะไรที่ชอบทำมากกว่า?

A. ที่จริงตอนนั้นผมไม่ได้อยากเป็นนักร้องครับ ดังนั้นผมจึงไม่มีความปรารถนาที่จะมีทักษะที่ดีในด้านนี้ แต่เมื่อกลับกลายเป็นว่าผมได้มาเป็นเด็กฝึกหัด ซึ่งแม้ว่าพอเทียบกับสมาชิกคนอื่นแล้ว ผมเองก็ทำได้ไม่ดีเท่าไหร่ ซึ่งผมทราบดีครับ แต่ผมก็รู้สึกแย่เหมือนกันนะที่ตอนนั้นคนรอบข้างบอกว่าผมไม่ได้เรื่อง ผมหมายถึงว่า ตอนนั้นผมไม่ได้แม้แต่อยากจะเป็นนักร้องเลย พอมาคิดๆดู ตอนนั้นผมก็ไม่ได้เรื่องจริงๆ แต่พอผมได้เดบิวท์ และก็ได้ร้องเพลงและเต้นเรื่อยมา ผมก็รู้สึกอยากจะทำให้ดีในด้านนี้จริงๆ ผมอยากจะพัฒนาทักษะของตัวเองและเป็นคนที่ใครๆก็เห็นว่า ผมเป็นคนที่ร้องเพลงและเต้นได้ดี

 Q. อะไรคือความฝันอันสูงสุดของคุณ?

A. ผมอยากจะเป็นพ่อที่ดีครับ ในอีก 10 ปีข้างหน้าผมอยากจะมีเงินเก็บเยอะๆ แล้วเปิดคาเฟ่ ไม่ก็ร้านอาหารในเกาหลี หรือไทย หรืออเมริกา และพอผมมีเวลาว่างเยอะ ผมก็จะสามารถให้เวลากับลูกๆได้ เพราะถ้าพ่อแม่มัวแต่ทำงานยุ่ง เด็กๆก็จะมีปัญหา เด็กๆที่โตมาพร้อมกับพ่อแม่ที่เอาแต่ทำงานนั้นจะมีช่วงเวลาที่ยากลำบาก ผมทราบดีเพราะผมผ่านมันมาด้วยตัวเองครับ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมตอนนี้ผมจึงพยายามหาเงินให้ได้เยอะๆ จริงๆนะครับ

 

Chansung

 

Q. พวกคุณเริ่มกิจกรรมในญี่ปุ่นกันแล้ว ผลตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง? เราอยากรู้จริงๆ เพราะเราเห็นได้แค่จากสื่อต่างประเทศ

A. มันดีกว่าที่เราคิดไว้ครับ และเราก็รู้สึกกดดันนิดหน่อย ในตอนแรกพวกเรารู้สึกกังวล แต่ผมคิดว่าการมีกิจกรรมในต่างประเทศกับทีมของเราเป็นประสบการณ์ที่ดีจริงๆครับ

 Q. เป็นเวลา 3 ปีมาแล้วตั้งแต่เดบิวท์มา คุณเป็นน้องเล็กในวง 2PM มา 3 ปี อะไรในตัวคุณที่เปลี่ยนแปลงไปมากที่สุด?

A. ผมจะพูดว่าการออกรายการโทรทัศน์ถือเป็นวัฒนธรรมหนึ่งไปแล้วได้ไหมนะ? อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับตอนแรกๆแล้ว ผมรู้สึกคุ้นเคยกับการออกอากาศขึ้นมากครับ แต่ละสถานการณ์จะมีเหตุและผลที่สัมพันธ์กัน และถึงแม้ว่าจะไม่มี ตอนนี้ผมก็สามารถประยุกต์ได้ครับ

Q. ตอนนี้มีนักร้องใหม่เดบิวท์มากมาย มีนักร้องคนไหนหรือวงไหนไหมที่ผลักดันให้คุณพัฒนาต่อไป?

A. จะว่ายังไงดีล่ะ ที่จริงผมไม่ได้ดูทีวีครับ ดังนั้นผมจึงไม่ทราบจริงๆว่าใครบ้างที่เดบิวท์ ผมเองก็กำลังทำหน้าที่ของผมอย่างดีที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ ผมจึงไม่ได้สนใจเรื่องของคนอื่นสักเท่าไหร่ หรือคนอื่นจะทำให้ผมพัฒนาตัวเองอย่างไร จริงๆแล้วผมไม่มีเวลาที่จะมากังวลเรื่องเหล่านั้นครับ

Q. คุณได้พักบ้างหรือยัง ตั้งแต่เดบิวท์มา?

A. พวกเราไม่ได้พักเลยครับ ใจจริงผมอยากจะพักบ้าง ผมไม่ได้พักผ่อนเต็มที่อีกเลยนับตั้งแต่ตอนอยู่เกรด 11 ตอนที่ผมเดบิวท์ในละคร “Unstoppable High Kick”

Q. ถ้างั้นคุณเคยคิดที่จะพูดว่า พักกันสักหน่อยเถอะ บ้างไหม?

A. ถึงแม้ว่าผมอยากจะพัก แต่ความต้องการทำงานของผมนั้นมีมากกว่า โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องแย่ที่ผมใช้เวลาในวัยเด็กไปกับงานยุ่งๆแบบนี้ครับ

Q. พูดแบบนี้ ดูเหมือนว่าน้องเล็กของ 2PM จะเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้วนะ

A. อ่า จริงเหรอครับ? อืม แต่มันก็คือสิ่งที่ผมคิดจริงๆนะ แล้วผมก็เป็นคนประเภทจริงจังซะด้วยสิ ผมมักได้ยินคนอื่นบอกว่าผม เป็นโรคจริงจังเกินไปเสมอครับ

Q. คุณอยู่ร่วมกับเหล่าสมาชิกแบบครอบครัวมาตั้งแต่วันที่เป็นเด็กฝึกหัด ในฐานะที่เป็นน้องเล็กสุด คุณคงจะได้เรียนรู้หลายสิ่งจากพี่ๆเพราะคุณอยู่ด้วยกันตลอดเวลา

A. ผมได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมากมายจากสมาชิกคนอื่นๆครับ เริ่มจาก จุนโฮผู้มีปณิธานแรงกล้า พี่คุณเป็นคนใจกว้างมาก พี่แทคยอนนี่เป็นคนที่มีความคิดเป็นระบบระเบียบ ดังนั้นเขาจึงจัดการสิ่งต่างๆได้ตรงตามวัตถุประสงค์ อูยองงีเป็นคนที่มีไหวพริบและฉลาด และสุดท้าย พี่จุนซูผู้รักดนตรีมากๆ ถึงแม้ว่าพี่เขาจะโตสุด แต่เขาก็แสดงออกกับน้องๆได้เป็นอย่างดีโดยที่เราไม่ต้องรู้สึกเกรงใจเขาครับ

Q. คุณเคยนึกถึงชีวิตภายหลังอาชีพไอดอลไหม?

A. ผมคิดไม่ออกว่าอะไรจะเป็นสิ่งสำคัญหลังการเป็นไอดอลสิ้นสุดลง แต่ผู้ที่เป็นแบบอย่างในชีวิตของผมคือ Jamie Foxx เขาเป็นเอ็นเตอร์เทนเนอร์ผู้มากความสามารถ ซึ่งทำได้ดีทั้งในฐานะนักแสดงและนักร้อง เป้าหมายของผมคือการทำงานได้เช่นนั้นต่อไปอีกนานๆ

Q. ถ้าเช่นนั้น ทำไมช่วงนี้คุณถึงไม่รับงานแสดงล่ะ?

A. ผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันครับ ผมอยากทำนะ แต่แค่รู้สึกว่ามันยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม แต่ถึงผมจะไม่ได้ทำมันตอนนี้ ต่อไปผมก็จะตั้งใจแสดงในทุกบทบาท ถึงแม้ว่ามันจะไม่เหมาะกับผมที่สุดก็ตาม